เราสังเกตเห็นว่าคุณกําลังเยี่ยมชมเว็บไซต์ของสหราชอาณาจักร คุณต้องการเยี่ยมชมเว็บไซต์หลักของเราแทนหรือไม่?

ภาพถ่ายเวทีกลางทะเลสาบในเทศกาลเบรเกนซ์ (Bregenz Festival) เมืองเบรเกนซ์ ประเทศออสเตรีย โดย Ralph Larmann

Ralph Larmann ช่างภาพงานแสดงขณะใช้ซอฟต์แวร์ห้องมืดดิจิทัล

Kingston Technology ขอแนะนำ Ralph Larmann

ภาพถ่ายโดย Ralph Larmann

Ralph Larmann เคยเรียนตีกลองและเน้นศึกษาเกี่ยวกับดนตรีป๊อปที่ Rotterdam Conservatorium ก่อนจะหันมาเรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพและวารสารศาสตร์ในช่วงปลายยุค 80 นับแต่นั้นมา Ralph ได้รังสรรค์ผลงานภาพถ่ายอันซับซ้อนของเวทีการแสดงทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของบรรดาคนดัง การแสดง กิจกรรม และงานโปรดักชันต่าง ๆ ผ่านภาพถ่ายที่สวยสะกดสายตา ภาพถ่ายจำนวน 58 ภาพของงานโปรดักชันน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ ตั้งแต่โรงละคร โอเปรา ละครเวที ทัวร์คอนเสิร์ต รายการโทรทัศน์ และอีเวนท์พิเศษ รับชมได้ในหนังสือ "Stage Design" และ "Stage Design Emotions” ที่มีความหนา 400 หน้า พร้อมภาพประกอบสวยงาม ภาพของเวทีการแสดงแต่ละงานที่ปรากฏในหนังสือเต็มไปด้วยรายละเอียดด้านภาพ และบันทึกจากมุมมองที่ผู้ชมมักจะไม่เคยเห็นมาก่อน

Larmann ได้ถ่ายภาพทัวร์คอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล 2 งานอย่างคอนเสิร์ต "Divide" ของ Ed Sheeran และและคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ "360°" ของวง U2 ในฐานะช่างภาพอย่างเป็นทางการ

อะไรทำให้การตั้งค่าอุปกรณ์ของคุณในฐานะช่างภาพงานแสดงไม่เหมือนใคร

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ต้องพูดถึงก็คือผมเป็นช่างภาพงานแสดงที่ทำงานคนเดียวครับ ดังนั้น กล้องของผมจึงต้องตั้งค่าและเตรียมการอย่างเฉพาะเจาะจงมาก ๆ เพื่อบันทึกภาพโปรดักชันที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีความซับซ้อนเป็นพิเศษเพื่อให้ภาพถ่ายที่ได้สามารถถ่ายทอดพลังและบรรยากาศอันน่ามหัศจรรย์ของการแสดงให้ผู้ชมได้สัมผัสไปตราบนานเท่านาน

นั่นหมายความว่า ผมจะต้องใช้กล้อง DSLR มิเรอร์เลสแบบฟูลเฟรม Sony Alpha ONE มากถึง 8 ตัว รวมทั้งเลนส์ที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษในการทำงาน ในบรรดากล้องเหล่านี้ มีกล้องอยู่สี่ตัวที่ผมใช้เป็น “กล้องพกพา” โดยผมจะพกเลนส์ซูมที่เหมาะกับกล้องไว้กับตัว เพื่อจะได้หยิบออกมาใช้ในทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ

นอกจากนี้ ผมยังติดตั้งกล้อง DSLR สูงสุดสี่ตัวในตำแหน่งที่เลือกไว้ล่วงหน้าในพื้นที่การแสดงเพื่อใช้เป็น “กล้องทางไกล” และบันทึกภาพจากมุมมองอื่นๆ เพิ่มเติม ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนตำแหน่งยืนไปเรื่อย ๆ ขณะถ่ายภาพด้วยกล้องพกพาทั้งสี่ตัว โดยผมจะใช้เอสดีการ์ดความจุ 256GB สองอันสำหรับกล้องแต่ละตัว ทั้งแปดตัวเลยครับ

เอสดีการ์ด มีบทบาทอย่างไรในการถ่ายภาพของคุณ

การบันทึกภาพการแสดงเกือบทุกครั้งทำให้เราได้ภาพถ่ายจำนวนมาก ตัวเลขอาจจะอยู่ที่ 5,000 ภาพ แต่ในบางครั้งก็อาจจะสูงถึง 30,000 ภาพและเป็นไฟล์ RAW ความละเอียดสูง รูปภาพจำนวนมหาศาลเหล่านี้ บวกกับการถ่ายภาพนิ่งต่อเนื่องด้วยที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้ความเร็วสูง ทำให้ผมจำเป็นต้องใช้เอสดีการ์ด ที่ดีที่สุดทั้งในแง่ของความเร็วและความน่าเชื่อถือ มิเช่นนั้นอาจจะเกิดความล่าช้าและต้องรอนาน แม้ว่าในกล้องจะมีบัฟเฟอร์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็ตาม แต่เหตุการณ์แบบนี้จะส่งผลเสียต่อความราบรื่นในการถ่ายภาพ หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคือ ทำให้พลาดโอกาสที่จะเก็บภาพช่วงเวลาสำคัญของการแสดงได้เลย ผมเคยเจอเรื่องเหล่านี้มาก่อนตอนใช้กล้องและเอสดีการ์ดที่ทำงานช้ากว่านี้มาก แต่การใช้กล้อง Sony Alpha ONE ร่วมกับเอสดีการ์ด Canvas React Plus ความจุ 256GB ของ Kingston ทำให้ปัญหาแบบนั้นหมดไป

คุณช่วยเล่าเกี่ยวกับห้องมืดดิจิทัลให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม

Ed Sheeran บนเวทีของคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ Mathematics - ภาพถ่ายโดย Ralph Larmann

เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพ หลายคนอาจจะนึกถึงการใช้เวลาอยู่หลังกล้องอย่างเดียว แต่คนที่ทำงานในวงการถ่ายภาพจริง ๆ ไม่ว่าจะทำเป็นงานอดิเรกหรือทำเป็นอาชีพจะรู้ว่า หลังจากถ่ายภาพเสร็จ คุณยังต้องใช้เวลาในห้องมืดอีกนานมากเพื่อ “ปรับปรุง” ภาพถ่าย ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเรียกว่า “ห้องมืดดิจิทัล” ครับ

อันดับแรก เราต้องถ่ายโอนข้อมูล ในการสำรองข้อมูลเพื่อนำมาประมวลผลภาพเพิ่มเติมนั้นเอสดีการ์ด ที่ใช้ต้องมีความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด ซึ่งเมื่อผนวกกับอัตราการถ่ายโอนสูงสุดของการ์ดรีดเดอร์ และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดของไดรฟ์ SSD ที่ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ จะทำให้การถ่ายโอนข้อมูลภาพใช้เวลาน้อยที่สุด

ความล่าช้าในการถ่ายโอนข้อมูลและการสำรองข้อมูลล้วนแต่ทำให้เสียเวลาอันมีค่า หลังจากถ่ายรูปเสร็จ ผมจะต้องสำรองข้อมูล RAW ไปยังเอสดีการ์ดความจุ 256GB สูงสุดถึง 16 ชิ้น ดังนั้นทุกวินาทีจึงมีค่า แน่นอนว่าสำหรับการนำเข้าและการแสดงผลใน Lightroom ความเร็วและประสิทธิภาพการทำงานของ SSD เองก็สำคัญเช่นเดียวกัน

ถ้าลองสังเกตองค์ประกอบของอุปกรณ์ที่ผมใช้ คุณจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า คุณภาพขององค์ประกอบแต่ละอย่างนั้นสำคัญแค่ไหน

Kingston กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ที่คุณต้องใช้ทุกวันได้อย่างไร

อุปกรณ์กล้องของผม รวมถึงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เปลี่ยนและอัปเกรดอยู่ตลอด และเป็นแบบนี้มาหลายปี ผมเองก็มองหาวิธีเร่งขั้นตอนการทำงานมาตลอดครับ

และก็ได้เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2019 ที่ผมทำงานร่วมกับทีมงานของ Kingston เพื่อทดสอบเอสดีการ์ด Canvas React Plus ที่มีความจุในการจัดเก็บข้อมูล 256GB นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกับ Kingston Technology ที่มีแต่ประโยชน์และเรื่องดี ๆ

นอกจากจะใช้เอสดีการ์ดของ Kingston มาอย่างต่อเนื่องแล้ว ผมยังใช้ Lenovo ThinkPads สองเครื่องที่มาพร้อมคุณสมบัติต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดในระหว่างเดินทางด้วย เครื่องหนึ่งเป็นรุ่น P17 ที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD ภายในตัวเครื่อง ความจุ 4TB (2x2TB) อีกเครื่องหนึ่งคือรุ่น P16 ที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD ภายในตัวเครื่อง ความจุ 8TB (2x4TB) ปกติแล้วนี่ไม่พอสำหรับการจัดเก็บข้อมูล การถ่ายโอนข้อมูล และการตัดต่อแก้ไขรูปภาพหรอกครับ ผมจึงใช้ Synology DS620 SLIM NAS ร่วมกับ Data Center SSD ของ Kingston อีกหกตัว โดยแต่ละตัวมีความจุ 3.84TB และกำหนดค่าให้ทำงานเป็นชุดเดียวในโหมด RAID 5 ผมใช้อุปกรณ์แบบนี้ตลอด ทั้งในสำนักงานและระหว่างเดินทาง SSD ระดับองค์กรที่มีความเร็วสูงทำให้การสำรองข้อมูลไฟล์ระหว่างขั้นตอนการผลิตและการเรียกดูข้อมูลภาพที่บ้านใช้เวลาน้อยมาก เป็นประโยชน์อย่างมากเลยครับหลังจากใช้เวลาถ่ายภาพมาตลอดทั้งวัน

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากอัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงสำหรับการอ่านและเขียนข้อมูลแล้ว ปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินเลยก็คือความน่าเชื่อถือสัมบูรณ์ นับตั้งแต่ใช้เอสดีการ์ด และSSD ของ Kingston ผมไม่เคยเจอปัญหากับข้อมูลหรือข้อมูลสูญหายเลย และหวังว่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอดครับ นี่ทำให้ผมมั่นใจและรู้สึกดีกับการถ่ายภาพการแสดงมาอย่างยาวนาน หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ของ Kingston มา 5 ปี ผมพูดได้เลยว่า ผมอยากจะใช้อุปกรณ์ของ Kingston ในการทำงานต่อไปโดยไม่มีข้อจำกัดอะไรเลย และในขณะเดียวกันก็จะแนะนำให้คนอื่น ๆ ใช้ด้วย 100% เลยครับ ผมคิดว่านี่แหละคือที่สุดแล้วของความเชื่อมั่นในอุปกรณ์ที่เราใช้งาน!

#KingstonIsWithYou

บทความที่เกี่ยวข้อง